ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

ป่าชุมชนบ้านย่าหมี
กลุ่มพลังแห่งห้วงน้ำอันดามัน

ชุมชนชาวไทยมุสลิมที่เคร่งคัดต่อศาสนา และผูกพันกับทรัพยากรป่า ตั้งแต่ลมหายใจแรกของชีวิต สามารถดำรงวิถีถิ่นที่เรียบง่าย บริสุทธิ์ และงดงาม ผนึกพลังศรัทธาและหลอมรวมเป็นภูมิคุ้มกัน ต้านทานแรงรุกจากปัจจัยภายนอกและกระแสโลกาภิวัฒน์ ตลอดจนกลุ่มแสวงประโยชน์จากป่าและทรัพยากรชายฝั่งทะเล

ความสวยงามของหมู่เกาะพังงา เป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปชื่นชม มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้ส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบกับชุมชนท้องถิ่น เกาะเล็กเกาะน้อยที่เคยเป็นที่หุงหาอาหารและหลบพายุฝน ถูกจับจองเป็นเจ้าของและเปลี่ยนมือจากชาวบ้าน ชาวประมง เป็นกลุ่มทุนธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ทรงอิทธิพล

การคงความบริสุทธิ์ เรียบง่าย และงดงามแบบดั้งเดิมนั้นทำได้ยากยิ่ง เมื่อธรรมชาติถูกประเมินเป็นสินค้า และตีราคาเป็นเงินทุนที่หลั่งไหลไปสู่ชุมชน การรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมและต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติ ให้พ้นจากแรงเร้าของค่านิยมการบริโภคและกระแสโลกาภิวัฒน์ จำเป็นต้องอาศัยภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ซึ่งมาจากพื้นฐานของภูมิปัญญาชาวบ้าน และวัฒนธรรมท้องถิ่น

สถานการณ์ดังกล่าว เป็นโจทย์ที่ยากและซับซ้อน ซึ่งมีชุมชนชายฝั่งทะเลอันดามันไม่มากนัก ที่สามารถเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้อย่างเข้มแข็ง

ในจำนวนนี้ "ชุมชนบ้านย่าหมี" ตำบลเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา สามารถตีโจทย์แตก และรับมือกับปัญหาได้อย่างน่าชื่นชม

ชุมชนบ้านย่าหมี เป็นชุมชนชาวไทยมุสลิมที่อพยพมาจากจังหวัดสตูล แล้วก่อตั้งชุมชนบนเกาะยาวใหญ่มาอย่างน้อย 3 ชั่วอายุคน ด้วยความที่เป็นชุมชนมุสลิม มีระบบเครือญาติ และโครงสร้างความสัมพันธ์แบบชุมชนโบราณ ให้ความเคารพกับทั้งผู้นำท้องถิ่นและผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณ จึงมีกรอบจารีตและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งอยู่ภายใต้หลักคำสอนทางศาสนาที่เคร่งคัด

เมื่อมีศาสนาเป็นศูนย์กลางในการอยู่ร่วมกัน บ้านย่าหมีจึงไม่มีป้ายประกาศกฎระเบียบที่เข้มงวด ทั้งในด้านการจัดระเบียบชุมชนและการจัดการทรัพยากร แต่อาศัยพื้นฐานความเข้าใจและสำนึกรับผิดชอบร่วมกัน ใช้สิทธิตามธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องสร้างกฎเกณฑ์มาบังคับใช้ แต่อาศัยช่วงหลังพิธีละหมาดทุกวันศุกร์ ที่มัสยิดนุรุลอิห์ซาน ซึ่งมี ซาฟีอี งานแข็ง ผู้นำทางศาสนาเป็นผู้นำประเด็นต่างๆ เข้าหารือและระดมความคิดในการแก้ไขปัญหา

จุดเริ่มของความเสื่อมโทรม

ในช่วงปี 2531 บริเวณป่าชายเลนบ้านย่าหมี มีการอนุญาตให้สัมปทานป่าเพื่อเผาถ่านในเนื้อที่ราว 3,000 ไร่ ผลของการให้สัมปทานตัดไม้ นอกจากป่าจะเสื่อมโทรมลง กลุ่มคนงานยังได้ลอกเปลือกต้นโกงกาง เพื่อให้ง่ายแก่การนำไปเผาถ่าน ทิ้งลงลำคลองจนน้ำเน่าเสีย พันธุ์ปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ได้รับผลกระทบ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตประชาชนเกือบทั้งชุมชน

ชาวบ้านย่าหมีจึงรวมกันเรียกร้องให้กลุ่มสัมปทานตัดไม้ออกจากเกาะยาวใหญ่ จากนั้น ตั้งคณะกรรมการขึ้นดูแลรักษาป่าจำนวน 15 คน และกลุ่มอาสาสมัครดูแลป่า โดยแบ่งเป็น 3 โซนๆ ละ 9 คน รวมเป็น 27 คน ตามเส้นแบ่งลำคลองธรรมชาติ โดยเฉลี่ยแต่ละกลุ่มจะดูแลรับผิดชอบพื้นที่ประมาณ 180-230 ไร่ บ้านใครอยู่ใกล้ลำคลองสายใดก็ช่วยกันดูแลจุดนั้น นับเป็นการลุกขึ้นปกป้องทรัพยากรท้องถิ่นของตน โดยไม่ต้องคอยความช่วยเหลือ หรือสั่งการจากหน่วยงานใด แต่เกิดจากจิตสำนึก รักและหวงแหน พร้อมที่ปกป้องทรัพยากรท้องถิ่นด้วยชีวิต ส่วนการใช้ประโยชน์จากป่านั้น ชุมชนอนุญาตให้มีการนำไม้โกงกางจากป่าเลนไปใช้ทำถ่านได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องเป็นคนในบ้านย่าหมี่เท่านั้น และต้องไม่เกิด 1,000 กระสอบเล็ก ทั้งนี้เพื่อให้เป็นการใช้ภายในหมู่บ้านเท่านั้น

ผืนป่าที่เสื่อมโทรมจากสัมปทานรอการฟื้นฟู เพราะป่าชายเลนเป็นทั้งแหล่งไม้ใช้สอย แหล่งอนุบาลและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ รวมถึงกำแพงธรรมชาติในการป้องกันคลื่นลมพายุ และการพังทลายของชายฝั่ง ความเสื่อมโทรมของผืนป่าล้วนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านซึ่งประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก ชาวบ้านจึงร่วมกันฟื้นฟูด้วยการปลูกป่าต่อเนื่องกันมา 3 ครั้งเพื่อเพิ่มจำนวนไม้ จากนั้น และปล่อยให้ผืนป่าสร้างกระบวนการทดแทนตามธรรมชาติ กระทั่งปัจจุบัน ความอุดมสมบูรณ์ตลอดจนความหลากหลายของธรรมชาติได้กลับคือนมาสู่ป่าชายเลนบ้านย่าหมี

"กิจกรรมการปลูกป่าจะจัดตรงกับวันสำคัญของชาติ อาศัยเด็กนักเรียนเป็นเรี่ยวแรงสำคัญ และได้รับความร่วมมืออย่างดี ทั้งจากผู้นำ โต๊ะอีหม่ามหรือครูสอนศาสนา สมาชิกอบต.และกลุ่มชาวบ้าน" จรัญ เทียบสอนชัย ครูโรงเรียนบ้านย่าหมีกล่าวถึงกิจกรรมปลูกป่าของชุมชน

ไม่เพียงแต่ป่าชายเลนกว่า 3,000 ไร่ที่ชุมชนร่วมกันดูแลรักษา ป่าบนหรือป่าบก ซึ่งหนาแน่นด้วยพรรณไม้ป่าเบญจพรรณ ซึ่งปกคลุมยอดเขาและไหล่เขาอีกกว่า 5,000 ไร่ ก็ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีด้วยเช่นกัน เพราะป่าเหล่านี้คือแหล่งต้นน้ำของทุกชีวิตในบ้านย่าหมี กฎกติกาในการใช้ประโยชน์ร่วมกันไม่ได้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ใช้ความเข้าใจที่มีต่อกัน ขอความร่วมมือจากสมาชิกในชุมชน ซึ่งมักจะมีการพูดคุยกันเสมอการละหมาดที่มัสยิด

ปกป้องทรัพยากรชายฝั่งทะเล

ชายฝั่งทะเลในเขตหมู่เกาะพังงา ในระยะที่ผ่านมามีการลักลอบทำประมงผิดกฎหมาย ใช้อวนรุน-อวนลาก จับสัตว์น้ำในเขตประมงชายฝั่ง ระยะห่างจากฝั่ง 3,000 เมตร ชุมชนบ้านย่าหมีได้เข้าร่วมกับเครือข่ายสมาพันธ์ประมงพื้นบ้าน ซึ่งสานเครือข่ายความร่วมมือกับกลุ่มองค์กรชุมชนในเขตทะเลนอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดสตูล ระนอง ภูเก็ต และพังงา ภายใต้โครงการฟื้นฟูทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่เคลื่อนไหวให้เกิดการประสานความร่วมมือดังกล่าว

ในช่วงปี 2541 ชาวบ้านจาก 2 ตำบลคือ ตำบลเกาะยาวและตำบลพรุใน ได้เข้าร่วมกระบวนการต่อสู้ข้างต้น โดยใช้ช่วงเวลาจัดงานเปิดสะพานท่าเทียบเรือบนเกาะยาวใหญ่ เป็นเวทีรณรงค์และเรียกร้องให้กลุ่มประมงผิดกฎหมาย ยุติการทำประมงในเขตชายฝั่งทะเลอย่างเด็ดขาด โดยฝ่ายสมาพันธ์ฯ นำเรือเข้าขัดขวางกลุ่มประมงอวนรุน และได้เกิดการต่อสู้กันก่อนที่กลุ่มประมงอวนรุนจะล่าถอยออกไป

บ้านย่าหมีจึงผ่านการต่อสู้ปกป้องทรัพยากรท้องถิ่น มาทั้งเรื่องการเรียกร้องให้ยกเลิกสัมปทานตัดไม้และยุติการทำประมงอวนรุน-อวนลาก แต่กระนั้นยังคงต้องต่อสู้กับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่มากับระบบทุนนิยมเสรี

"พวกเราเป็นพี่น้องมุสลิม อยู่ร่วมกันมานานจนเข้าใจกัน ทุกครั้งที่มีข่าวคราวการกว้านซื้อที่ดินบนเกาะ ทุกคนจะรู้กันหมดว่าใครเป็นนายหน้า ใครต้องการซื้อ นายทุนภูเก็ตหรือพังงา เราจะนำเรื่องเหล่านี้ไปพูดคุยหารือกันที่มัสยิด ผมเชื่อว่าพวกเราสามารถดูแลกันได้ สามารถตัดสินใจร่วมกันได้ว่าควรจะขายที่ดินให้คนภายนอกหรือไม่ แม้แต่เรื่องนากุ้ง เราเห็นผลกระทบรุนแรงที่ตามมา น้ำเสีย สารพิษตกค้าง และราคาที่ไม่แน่นอน จึงมีจุดยืนร่วมกันที่จะไม่ขายที่ดินเพื่อทำนากุ้งอย่างแน่นอน" ปราสาท โต๊ะไม สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะยาว แสดงความเชื่อมั่นเรื่องเอกภาพของชุมชน

แล้วอะไรคือแนวทางการจัดการที่ยั่งยืน?

สามารถ หาญแข็ง อดีตผู้ใหญ่บ้านที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาป่ากล่าวว่า ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์คือหลักประกันความยั่งยืน เมื่อป่าฟื้น สิ่งที่ชาวประมงได้เห็นเป็นรูปธรรมทันทีคือ กุ้ง หอย ปู ปลา ตามธรรมชาติ ปลากระพงตัวใหญ่ที่หาได้ตามธรรมชาตินั้น ราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 200 บาท ยังไม่รวมสัตว์น้ำอื่นๆ ที่มีอยู่อย่างชุกชุม ตลาดอาหารทะเลทั้งภูเก็ตและพังงาเป็นของโปรดสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเยือนจำนวนมาก และสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง

นอกจากนี้ กลุ่มเลี้ยงปลาในกระชังยังได้อาศัยอินทรีย์วัตถุจากตะกอนป่าชายเลน เป็นอาหารตามธรรมชาติให้ปลาที่เลี้ยง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อหัวอาหาร ป่าชายเลนยังช่วยเป็นกำแพงธรรมชาติป้องกันคลื่นลม ให้กับกระชังปลาที่เลี้ยงกันแพร่หลาย ชุมชนจึงมีแผนการปลูกป่าเพิ่มเติมในหลายพื้นที่ ซึ่งสมาชิก อบต.ก็เห็นชอบและบรรจุเป็นแผนการดำเนินงานต่อไป

เศรษฐกิจที่เข้มแข็งทำให้กลุ่มออมทรัพย์เติบโตขึ้น เป็นการสร้างระบบหมุนเวียนการลงทุนของชุมชน โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยเกื้อหนุนจากภายนอก จนสามารถปันผลกำไรไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ ทั้งในโรงเรียนและในด้านสิ่งแวดล้อม เพราะชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา

เมื่อคนในชุมชนเกิดความตระหนักในคุณค่าความสำคัญของป่าชายเลน จึงเกิดพลังความร่วมมือ ทั้งในกลุ่มผู้นำศาสนา ผู้นำชาวบ้าน โรงเรียน สมาชิก อบต. และกลุ่มเพาะเลี้ยงประมงชายฝั่ง นำไปสู่การบูรณการองค์ความรู้และประสบการณ์ โดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือความยั่งยืนของทรัพยากรท้องถิ่นและการอยู่ร่วมกันอย่างศานติ

ชื่อชุมชน : ป่าชายเลนบ้านย่าหมี
หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา
พื้นที่ป่า : พื้นที่ป่าชายเลน 3,000 ไร่ ป่าบก 5,864 ไร่
ประชากร : 480 คน
ผลต่อความเปลี่ยนแปลง
      - สามารถปกป้องป่าชายเล่นพื้นที่ 3,000 ไร่ ไว้ได้จากสัมปทานไม้
      - ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตัวเองได้ โดยอาศัยวิถีแบบเครือญาติ และศรัทธาแห่งศาสนา มาสร้างพลังที่สามารถดำเนินกิจการต่างๆ ได้เป็นผลสำเร็จ
      - ชาวบ้านในชุมชนมีความรู้สึกร่วมในการเจ้าของและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกัน
การเกิดประชาสังคม
      - สามารถจัดตั้งคณะกรรมการดูแลรักษาป่า มีกฎเกณฑ์ในการดูแลรักษา แบบไม่ต้องกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษร แต่แบ่งความรับผิดชอบโดยใช้คลองเป็นตัวกำหนด
-เข้าร่วมกับเครือข่ายเครือข่ายสมาพันธ์ประมงพื้นบ้าน ซึ่งสานเครือข่ายความร่วมมือกับกลุ่มองค์กรชุมชนในเขตทะเลนอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดสตูล ระนอง ภูเก็ต และพังงา ภายใต้โครงการฟื้นฟูทะเลอันดามัน เพื่อดูแลรักษาทรัพยากรชายฝั่งทะเล
-มีแผนงานแน่ชัดในการจัดการเศรษฐกิจของชุมชน และทรัพยากรป่าชายเลน

กลับหน้า ประจำปี 2545