|
ประเภทงานเขียน
สวนของคนขี้เกียจ
เผยแพร่ในเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 16-22 เมษายน 2544
หญ้าน้ำ ทุ่งขุนหลวง
|
เย็นย่ำ
พระอาทิตย์มุดหายลงหลังทิวเขา ผมยังเดินตามหลังพะตีจอนิ ตั้งใจจะไปชมสวนป่าผสมผสาน
เนื้อที่ 8 ไร่ ยึดหลักการทำงานอย่างคนไม่ทำงานทำสวนแบบคนขี้เกียจ
ภูมิปัญญาจากธรรมชาติ
งานเขียนที่โดดเด่นด้วยลีลาภาษา สะท้อนภาพความสำเร็จของการทำเกษตรแบบยั่งยืน
ตามภูมิปัญญาของชาวปกาเกอญอที่เปี่ยมด้วยรากฐานความคิดในการอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งบรรพชน
|
เย็นย่ำ
พระอาทิตย์มุดหายลงหลังทิวเขา ผมยังเดินตามหลังพะตีจอนิ ตั้งใจจะไปชมสวนป่าผสมผสาน
เนื้อที่ 8 ไร่ ยึดหลักการทำงานอย่างคนไม่ทำงาน ทำสวนแบบคนขี้เกียจ
ผมนึกถึงคำประกาศของ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ นักเกษตรธรรมชาติบนเกาะชิโกกุด้วยแนวคิดพึ่งพาอาศัยกัรระหว่างพันธุ์พืช
ธัญพืชอันหลากหลาย
เป็นการทำเกษตรแบบไม่กระทำ
ไม่ต้องไถพรวน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง ปล่อยต้นไม้ทุกชนิดได้รับสิทธิเติบโต
ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว
และปฐมบทให้เล่าลือถึงสวนของคนขี้เกียจ 17 ปี ลงแรงด้วยความเชื่อมั่น
ใครผ่านก็เห็นความจริงว่าสวนยิ่งรก สวนยิ่งเป็นป่า
ไม่เว้นแม้ดอกเอื้อง
ผ่านมาชูช่อเหลือง ฝากรากเหง้าไว้บนคาคบไม้
หนึ่งเนินรูปกะทะคว่ำ ไล่เรียงต่อเนื่องเป็นรูประนาด สลับด้วยแปลงนาข้าวดูรกเรื้อกว่าเนินเขาลูกอื่น
ปี
2525 หน่วยงานที่ข้องเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดิน ได้เข้ามาเปิดป่า ด้วยหลักคิดสร้างงานให้ชาวบ้านปลูกพืชเศรษฐกิจได้ราคางาม
กะหล่ำปลี บ๊วย พลัม สาลี่ ดอกไม้เมืองหนาว
ระดมเครื่องมือหนักพื้นพสุธา
รถแทรกเตอร์เข้าขุดไถ แล้วกวาดหน้าดินราบเรียบ ต้นไม้ดั้งเดิมล้มหายตายจาก
หวังเพียงให้พืชผักตัวใหม่มางอกงาทเติบโตผลิตได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ
ในบรรยากาศการเชิดชูผลิตผลเกตรแผนใหม่
ช่างเป็นเวลาเคลื่อนไหวกันอย่างคีกคักและมีความหวัง
ผืนดินรับการบีบเค้นด้วยยาฆ่าแมลง (นิยามของศัตรูพืช) ปุ๋ยเคมี ผ่านไปวันแล้ววันเล่า
กระทั่งดินเสื่อม กลายเป็นดินแห้งแข็ง เปิดพื้นที่โล่งเรียบเป็นบริเวณกว้าง
แต่ผลที่ได้รับนั้นใช่จะคุ้มค่า ไม่มีใครร่ำรวยขึ้นมาจากการขายพืชผักเปื้อนยาฆ่าแมลง-แมลง
ซ้ำที่ดินยังถูกเปลี่ยนมือ คนต่างถิ่นเข้าไปซื้อที่ กระทั่งต้องหาวิธีซื้อคืนกลับมาให้วัฒนธรรมชุมชนอยู่รอด
หมู่บ้านไม่ผิดเพี้ยน หรือโดนกระทำจากคนต่างถิ่น
ผืนดินที่เปิดโล่งและสูญเสียหน้าดิน
กลับกลายเป็นดินตายแข็งกระด้าง นานหลายปีกว่าฟื้นคืน และบางทีก็กลายเป็นที่โล่งไปตลอดกาล
นั่น
เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการคิดทำเกษตร ตามแบบอย่างของชายขี้เกียจ
พะตีจอนิได้ที่ดินเพิ่มมาจากการซื้อคืนจากมือคนต่างถิ่น และปล่อยให้พืชที่งอกขึ้นใหม่ได้เติบโตตามธรรมชาติ
เก๊าไม้มีอยู่แล้ว
ปล่อยให้งอกขึ้นมา จนเป็นป่า ให้มันโต พะตีจอชี้นิ้วไปยังผืนป่าบนเนินดินระนาด
สวนคนอื่นจะเตียนโล่ง ไม่รกเป็นป่า เขาบอกว่าผมขี้เกียจ พอมีนกมาอยู่เยอะขึ้น
ไก่ป่าก็มา พืชกินได้ก็มีมาก และร่มเย็นอีกต่างหาก คนก็เริ่มเข้ามาดู
ถามไถ่เอาเป็นแบบอย่าง
แต่หลายคน
มีคำถามและสงสัย
ทำไมไม่ทำเหมือนคนอื่น ลุงนี้แปลก คนอื่นทำสวนอยากถางป่าลูกเดียว บางคนเริ่มทำตามด้วย
เราต้องทำให้เห็นก่อน เป็นสิบปีแล้วที่เราทำสวนขี้เกียจ
ท้ายที่สุด
พะตีทำสวนแบบไม่คิดทำสวน ปลูกป่าโดยไม่คิดปลูกป่า แบ่งพื้นที่เป็นส่วนๆ
สองไร่สำหรับปลูกฟักแฟงแตงกวา กล้วย พริก ถั่ว มะละกอ ดอกไม้ ฯลฯ และปล่อยให้ต้นหญ้าขึ้นคลุมดินจนดูคล้ายแปลงรกร้าง
ไม่มีค่าใดส่อเค้าว่าจะเก็บเกี่ยวเป็นกอบเป็นกำ เดินมุดเข้าไปใต้ซุ้มใบไม้
พงหญ้าสูงรกเรื้อ อย่างกับเปิดหนังสืออ่านทีละหน้า
ห่อ
ฉะ ข่า ไม่ป่าชนิดหนึ่ง ใบคล้ายใบชา เมล็ดดก เกาะกื่งไล่เรียงตามก้านพะตีจอร้องเพลงทาให้ฟัง
ต่า ซึ ซื่อ แฮ ฮ่อ ฉก่า คี
ห่อ ฉข่า อ่า เด่ หล่อ โจ กุ่ย
ต่า ซึ ซื่อ แฮ ห่อ ฉก่า โล
ห่อ ฉก่า อ่า เด ลอ โจ โม
คิดถึง คิดถึงเหลือเกิน
ปล่อยใจให้ไหลลึก
ไต่ลงตามก้านใบห่อฉข่า
กิ่งใบห้อย อ่อนลง
ต้นไม้หนึ่งต้น เหมือนหนังสือเล่ม อ่านได้ถึงความลึก ความเข้าใจ สอดร้อยกับชีวิคความเป็นอยู่
อย่างกับบทบันทึกที่มีชีวิตอยู่จริง
ไผ่หนึ่งกอมีวิญญาณข้าว
เรายืนมองดูต้นไผ่ กอไผ่ (ทั้งที่เห็นอยู่บ่อย ผ่านหน้าผ่านตาไปตามความเคยชิน)
คราวนี้ได้มองอย่างตั้งใจมอง พร้อมกับคอยฟังว่าผู้จัดเจนป่าจะพูดถึงเรื่องใด
ไผ่หลายกออยู่กระจัดกระจาย
เป็นกอไผ่ปลูกกับมือ ให้อยู่ร่วมกับต้นไม้อื่นๆ ไผ่กอใดมีซังข้าวปูคลุมทับบริเวณโคนต้น
ไผ่กอนั้นจะงามกว่ากออื่น
ผู้เฒ่าผู้แก่พูดกันเห็นจะจริง
ข้าวเป็นวิญญาณของไผ่ ไผ่เจ็ดปี เฮาได้บทเรียนว่าสวนๆไม่ต้องทำอะไร
ไปเอาเฟือง (ซังข้าว) มาโปะๆ ไว้ ไม่ต้องใช้รถไถ ไม่ต้องซื้อปุ๋ยซื้อยาให้เสียเงินเสียทอง
ตอนนี้ไก่ป่ามาอยู่ แต่เด็กมันยิง มันเลยหนีไปอยู่บ้างบน
ข้างบน
หมายถึงในป่าเขาลึกเข้าไปอีก
เสาะหาความจริง ความรู้ตามรอยเท้า เดินชมสวนต่อไป
นั่น เห็นมั้ย พะตีจอชี้ให้ดูต้นพลับป่า
เป็นพลับดั้งเดิม เก๊ามันอยู่ที่นี่ แต่หน่วยมันบ่ลำ (ไม่อร่อย) เฮาก็เลยเสียบยอดเอาพลับพันธุ์ใหม่มาเวียบต้นเก๊า
ตอนนี้มีอยู่สองร้อยต้น ขายได้ทุกปี
เพลงทาอีกบทหนึ่งพูดถึงหน่วย บ่อเทอส่า เมื่อมันแก่เต็มที่มันจะขาติดตัวไปด้วย
เหน่อ แล บะ บ่อ เทอ อ่า กระ
บ่อ เทอ แจ๊ะ คี คู หน่า
เหน่อ แล บะ บอ เทอ อ่า ตอ
บ่อ เทอ ส่า แจ๊ะ คี คู พอ
เธอเข้าป่าบ่อเทอ
หน่วยบ่อเทอจะติดตัวเธอมา
พะตีจอพูดไปยิ้มไป เพลงทาที่เคียบเคียงกับนาง นางคนไหนสวย บ่าวเห็นก็ตามจีบ
เหมือนคนมีชื่อเสียง ไปที่ไหน คนก็อยากพูดคุย
ทำสวน
ต้องถางป่า สูตรสำเร็จตกทอดกันมาอย่างนั้น การทำสวนไม่ถางป่าถือเป็นความละเลย
เฮาอยากพิสูจน์ว่า อีก 30 ปีมันจะเป็นยังไง เกิดอะไรขึ้นกับสวนของเรา
สวนของคนอื่น
ขณะพูดไป
เท้าก็เหยียบต้นไม้ หน่อไม้ที่ไม่ต้องการ เฮาต้องเหยียบมันบ้าง
เพื่อให้ต้นอื่นโต
ผมเห็นหลุมดินกนะจายอยู่ทั่วสวน
แต่ละหลุมลึกขนาดหนึ่งศอก พะตีจอนิบอกว่าใบไม้ร่วงตกลงไป เอาขี้วัวขี้ควายใส่ลงไป
เอาเถ้าถ่าน ซังข้าวใส่ลงไป นึกจะปลูกต้นไม้ชนิดใหนก็ปลูกลงไปปลูกแซมไปกับไม้อื่น
เปลือกไม้ทือดำ
พะตีจอนิชี้ให้ดูต้นไม้อีกต้น เอาเปลือกไปทาสีนกไม้ นำไปวางไว้ที่เส่อเล
ผมจ้องมองแทบไม่กระพริบตา
เส่อเล
หญิงสาวที่เสียชีวิตก่อนมีครอบครัว ถือเป็นความตายก่อนวัยอันควร
ยิ่งต้องอาลัยอาวรณ์ ผ้าที่ผู้ตายทอไว้ รวมถึงเสื้อผ้าที่เคยสวมใส่
เก็บรวบรวมไปพาดไว้ตามต้นไม้กิ่งไม้ ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน
เข้าใจกันในหมู่บ้านนับถือผี
หมายถึง ลานเส่อเล
นกทำด้วยเหยื่อไม้ไผ่ ทาสีด้วยเปลือกไม้ทือดำ แขวนไว้ตรงเส่อเล ใครผ่านมาหยุดคารวะ
รำลึกถึงหยิบเมี่ยง ยาสูบ เหล้า รำลึกถึงความหลังขณะยังมีชีวิต
นิทานสั้นเรื่องหนึ่ง
เด็กสาวคนหนึ่งรักปู่มาก เกิดเสียชีวิตอย่างกระทันหัน ในวัยเผาศพ มีคนไปร่วมพิธีมากมาย
ปรากฎนกเขาเกาะกิ่งไม้เป็นคู่ๆ แต่ตัวหนึ่งนั่งเหงาเปลี่ยว ไม่มีคู่อยู่ด้วย
ทุกคนลงความเห็นว่า นกตัวนั้นเป็นวิญญาณหลานของปู่ด้วยความสงสาร จึงคิดหาวิธีช่วยเหลือ
ทำอย่างไรให้คนกลายเป็นนก จึงสานนกขึ้นมาให้ออกเดินทางไปกับนกตัวที่อยู่ตามลำพัง
จึงถือเป็นเรื่องปฏิบัติสืบต่อกันมา
ลานเส่อเลจึงมีนกสานเป็นตัวแทนวิญญาณให้เดินทางต่อ
อย่างกับที่เคยมีชีวิต อย่างกับที่เคยมีชีวิตมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์
ความเชื่อของปกากะญอ ความตายเป็นเรื่องการเดินทาง จากฝั่งมนุษย์ไปสู่ฝั่งโลกปรือ
(ปรโลก)
ทาปรือ
(เพลงที่ว่าด้วยเรื่องการตาย) อาลัยและปราถนาให้วิญญาณได้ขึ้นสู่สวรรย์
และอาลัยหวังให้กลับมาบนโลกมนุษย์อีกครั้ง
กว่าจะออกมาจากการพูดถึงเส่อเล
บรรยากาศรอบตัวเริ่มมืด เดินออกมาพบกับต้นสะดุย ต้องหยุดมองพินิจมันอีกนานหลายนาที
หน่วยของมันกินได้
ไปใช้แทนกระดาษทราย ผมรับใบที่พะตีจอนิเด็ดมาบี้อยู่ในร่องนิ้วมือ
มันเป็นไม้ใบกว้าง อย่างกับใบชมพู่มะเหมี่ยว เพียงแต่ใบคายอย่างกับเคลือบด้วยฝุ่นทราย
ลำต้นออกสวยๆ สีเหลืองอ่อน
เพลงทาบทนี้พูดถึงต้นสะดุย
ฉึ ลอ โกสะ โพ สะ ดุย เด
โกละ ส่อ บะปอ กุ๊ ซอ เซ
ฉึ ลอ โกละ โพ สะ ดุย เด
โกละ ส่อ บะ กุ๊ ซอ ญอ
โกละ ระนาด ห้อยต้นสะดุย
ห้อยลง ห้อยลง ฟังเสียง
กลองกบเสียงดี
ระนาดเสียงเพราะ
กลับหน้า
ประจำปี 2544
|