ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน)

“กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล” เกิดจากการรวมตัวของคนทุกสาขาอาชีพ ด้วยจิตสำนึกร่วมจะปกป้องทรัพยากรของท้องถิ่นให้คงอยู่เพื่อลูกหลานในอนาคต โดยเฉพาะ “แหล่งหอยแครงที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย” และอาจจะเป็นแหล่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ เหนืออื่นใดนี่คือการรักษา “การถีบกระดานเลนเก็บหอยแครงด้วยมือ” วิถีภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่เคารพ เป็นมิตรกับธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรอย่างเห็นคุณค่าเพื่อความยั่งยืน ด้วยกระบวนการกลุ่มที่ชัดเจน มีโครงสร้างการทำงานเป็นระบบเน้นการพึ่งพาตนเองโดยให้ทุกคนมีส่วนร่วมมี “เวทีชาวบ้าน” ให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน อันเป็นหนทางไปสู่ “ประชาคมตำบล”ในที่สุด องค์กรชุมชนแห่งนี้จึงเป็น “ตัวอย่างการจัดการทรัพยากรชายฝั่งอย่างยั่งยืนโดยชุมชน”

กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล
ผู้พิทักษ์ขุมทรัพย์ก้นอ่าวไทย

ป่าชายเลนที่ทอดยาวไปตามชายฝั่งอ่าวบางขุนไทรอาจดูน้อยนิดเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าชายเลนกว่า 6,000 ไร่ บริเวณภาคกลางหรือก้นอ่าวไทย ทว่าผืนป่าและชายฝั่งทะเลแห่งนี้คือ “แหล่งผลิตหอยแครงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย” และอาจกล่าวได้ว่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หอยแครงตามธรรมชาติแหล่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ด้วย ความเข้มแข็งของชุมชน โดยมี “กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล” เป็นแกนกลาง รักษา “ขุมทรัพย์” แห่งนี้ให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน

“หอยแครง” ขุมทรัพย์แห่งก้นอ่าวไทย

พื้นที่ประมาณ 27 ตารางกิโลเมตรด้านตะวันออกของตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวีดเพชรบุรี ทอดยาวไปตจามชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในส่วนที่เรียกว่า “ก้นอ่าวไทย” บริเวณนี้คือ “ขุมทรัพย์” ของชาวบ้าน 11 หมู่บ้าน เพราะนี่คือ “แหล่งกำเนิดหอยแครงตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย” หอยแครงของที่นี่มีคุณภาพดีเป็นที่รู้จักกันทั่วไปด้วยปัจจัยเกื้อหนุนจากตะกอนที่พัดพามาจากแม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ไหลมารวมกันเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ของสัตว์น้ำ คลื่นลมที่สงบสภาพชายฝั่งเป็นโคลนเหลวหนา ความลาดเอียงน้อย อุณหภูมิน้ำและความเค็มเหมาะสม และเวลาน่ำลดเลนไม่แห้งนานเกิน 3-4 ชั่วโมง ตามแนวชายฝั่งยังมีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ วางไข่ และอนุบาลลูกหอยแครง ก่อนที่จะแยกย้ายออกไปฝังตัวอยู่ตามดินเลนด้านนอกผืนป่าเมื่อเจริญเติบโตเต็มวัย

หมู่บ้านกระดานถีบ วิถีคนเก็บหอยแครง

เมื่อถึงวันน้ำลงบริเวณหาดโคลนที่ทอดยาวไปตามโค้งอ่าวบางขุนไทร จะคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่สาละวนอยู่กับการถีบกระดานหาหอยแครง ที่ฝังตัวอยู่ตามโคลนเลน นี่คือวิถีชีวิตของ “หมู่บ้านกระดานถีบ” ที่สืบทอดภูมิปัญญาการหาอยู่หากินจากบรรพบุรุษมานานนับร้อยปีแล้ว เพียงกระดานแผ่นเดียว พวกเขาก็สามารถโลดแล่นไปบนทะเลโคลน เก็บเกี่ยวหอยแครงตามแรงกำลังไม่แบ่งแยกว่าใครประกอบอาชีพอะไร บางคนแม้จะทำนาเกลือ นาข้าว แต่เมื่อว่างเว้นฤดูกาลก็มาเก็บหอยแครงเป็นอาชีพเสริม แต่ละเดือนธรรมชาติจะผลิตหอยแครง ให้พวกเขาเก็บได้ประมาณ 22 วัน ผลผลิตที่ได้ราว 220 ตันต่อเดือนทำรายได้ไม่น้อยกว่า 3-4.5 ล้านบาท หรือเกือบ 60 ล้านบาทต่อปี เป็นเครื่องยืนยันถึงความอุดมของทรัพยากรจากชายฝั่งทะเลแห่งนี้ได้อย่างดี ชาวย้านแถบี้กว่า 400-500 ครอบครัว มีรายได้ยังชีพจากหอยแครงไม่น้อยกว่า 200-300 บาทต่อวัน

“กระดานถีบ” คือ ตัวแทนเครื่องมืออหากินของชาวบ้านที่สะท้อนถึงความเคารพและเป็นมิตรกับธรรมชาติ เก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยสองมือสองเท้าอย่างพอเพียงและรบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด เป็นการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนแบบชาวบ้าน ทำให้ทรัพยากรเหล่านี้ยังคงอยู่ให้พวกเขาได้กินได้ใช้ตลอดมา แต่แล้วปี พ.ศ. 2534 “เรือคราดหอย” สัญลักษณ์แห่งการกอบโกยก็รุกล้ำเข้ามาจากตำบลอื่น เรือคราดหอยสามารถจับหอยแครงได้ถึง 30 กิโลกรัมภายในเวลา 30 นาที ขณะที่ชาวบ้านต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง เป็นการตักตวงทรัพยากรจากท้องถิ่น โดยไม่คำนึงถึงความบอบช้ำที่เกิดแก่ระบบนิเวศ กุ้ง หอย ปู ปลา สงครามแย่งชิงทรัพยากรชายฝั่งเริ่มต้นขึ้นแล้วด้วยสองมือเปล่าพวกเขาจึงเป็นผู้แพ้ ชาวบ้านหลายครอบครัวต้องละทิ้งถิ่นฐานอพยพไปหางานทำที่อื่น บ้างก็ต้องร่อนเร่ไปหากินในท้องทะเลแถบอื่นเป็นความขมขื่นยิ่งนัก

จากเรือบ๊วยถึงเรืออีป๊าบ สำนึกนักสู้แห่งบางขุนไทร

บทเรียนอันเจ็บปวดทำให้ชาวบ้านเริ่มหันหน้ามาพูดคุยกันหาหนทางที่จะปกป้อง และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างกันให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนถาวร โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่านี่คือความหมายหนึ่งของการ “อนุรักษ์” จากวงประชุมกติกาชุมชนก็เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2535 ห้ามชาวบ้านใช้เครื่องมือใดๆ ในการเก็บหอยแครง จะต้องเก็บด้วยมือเปล่าเท่านั้น และห้ามเก็บหอยที่มีขนาดเล็กกว่า 6 มิลลิเมตร ป้องกันการสูญพันธุ์ แต่แม้จะรวมตัวกันผลักดันให้เกิดการเจรจาทำ “สัญญาประชาคม” แบ่งพื้นที่ทำกินระหว่างกลุ่มชาวบ้านที่เก็บหอยแครงด้วยมือกับกลุ่มเรือคราดหอย โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า พื้นที่ชายฝั่งออกไป 3 กิโลเมตร ถือเป็นเขตอนุรักษ์ตามกฎหมายประมง ห้ามเรือคราดหอยคราดเข้ามารุกล้ำ แต่ข้อตกลงก็มิใช่ข้อยุติ เพราะต่อมาไม่นานปัญหานี้ก็เกิดขึ้นอีก เมื่อการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ประผลสำเร็จ พวกเขาจึงต้องช่วยตัวเอง พ.ศ.2536 “กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล” จึงเกิดขึ้นจากการวมตัวกันของชาวบ้านทุกสาขาอาชีพในตำบลบางขุนไทร ด้วย “จิตสำนึกสาธารณะ” ที่พวกเขาบอกว่า “การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน จะไปรอแต่หน่วยงานภาครัฐอย่างเดียวคลไม่ได้” จากอาสาสมัคร 36 นาย ในครั้งแรก ปัจจุบันทางกลุ่มมีสมาชิกเป็นทางการประมาณ 60 คน มีการจัดโครงสร้างกลุ่มชัดเจนมากขึ้น ยังคงปฏิบัติการตรวจตราปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิด ในเขตพื้นที่อนุรักษ์เช่นเดิม โดยมีชาวบ้านที่เก็บหอยแครง 400-500 ครอบครัว เป็นสมาชิกตามธรรมชาติคอยส่งข่าวคราวการบุกรุกของเรือคราดหอยให้ทราบ

“เรืออีป๊าบ” เรือตรวจการณ์ลำเล็กๆ ที่ได้รับบริจาคจากชาวบ้าน คือ อาวุธขอบชุมชนที่ต่อสู้กับการรุกล้ำของนายทุนด้วย “เรือคราดหอย” ซึ่งอาจเทียบกันไม่ได้แต่พวกเขาก็ไม่เคยท้อแท้ใจ ยังคงเสียสละเวลา แรงกาย แรงใจ และกำลังทรัพย์ เสียงอันตรายทั้งกลางวันและกลางคืน ตากแดดตากลมอยู่กลางทะเลบนเรือลำเล็กๆ หลายครั้งที่เรืออีป๊าบต้องจมลงจากคลื่นลมแรงในทะเลและการขัดขืนของผู้ลักลอบคราดหอย “นักสู้แห่งบางขุนไทร” ข้อความที่ปรากฏอยู่ด้านหลังเสื้อที่สมาชิกในกลุ่มใส่ออกปฏิบัติงาน บ่งบอกถึงเลือดนักสู้น้ำเค็มที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ และในที่สุดความมุ่งมั่น ทุ่มเทของพวกเขาก็เป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชน ปี พ.ศ.2538 พวกเขาจึงมี “เรือบ๊วย” ลำใหญ่ที่ได้จากการระดมทุนของชาวบ้านทุกสาขาอาชีพมาเป็นเรือตรวจการณ์ที่พอจะต่อกรกับเรือคราดหอยได้ เป็นสมบัติส่วนรวมที่ชาวบ้านทุกคนภาคภูมิใจ ทุกวันนี้เรือบ๊วยลำนี้ ยังคงออกปฏิบัติการลาดตระเวนทั่วท้องน้ำบางขุนไทร จับกุมเรือที่ลักลอบเข้ามาคราดหอยในพื้นที่เขตอนุรักษ์ได้หลายสิบลำ ประกาศให้คนทั่วไปได้รู้ถึงพลังของนักสู้เลือดน้ำเค็ม

รักษาป่าชายเลน รักษาบ้านของสรรพชีวิต

“หาดโคลนที่เห็นนี้เกิดขึ้นเมื่อราว 30 ปีมานี้เอง สมัยก่อนราว พ.ศ.2500 ชายหาดแถวนี้ยังเป็นหาดกระซ้า ไม่มีป่าชายเลน หอยแครงก็มีน้อย ต้องออกไปหากินที่อื่น บางคนก็ไปหางานทำที่กรุงเทพฯ บางคนก็ต้องออกทะเลไปไกล ประมาณปี พ.ศ.2510 กระแสน้ำเริ่มเปลี่ยนทิศทางพัดพาดินโคลนเข้ามาทับถมเลนเริ่มงอกเกิดป่าชายเลน ทำให้หอยแครงมีมากขึ้น ชาวบ้านก็เริ่มกลับมาหากินในท้องถิ่น”

ปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ทำให้พวกเขาตระหนักดีว่าการดูแลรักษาผืนป่าชายเลน 400 – 600 ไร่ ริมชายฝั่งคือภารกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการป้องกันและปราบปราม การปลูกป่าเสริมบริเวณดินเลนงอกใหม่ แม้จะยากลำบากและหวังผลได้ไม่มากนัก แต่พวกเขายังถีบกระดานเลไถลไปบนหาดเลนปลูกป่าร่วมกับหน่วยจัดการป่าชายเลนที่ พบ.10 ทุกปี ประคับประคองกล้าไม้ที่ปลูกใหม่ด้วยเสาหลักที่ปักค้ำไว้ป้องกันคลื่นลมพัดพาหลุดลอยไป และเป็นสัญลักษณ์ป้องกันการถูกทำลายจากเรือคราด บทเรียนที่ผ่านมาในอดีต ทำให้พวกเขารู้ซึ้งถึงคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ โครงการจัดทำ “ห้องเรียนธรรมชาติ” ในผืนป่าชายเลนเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แก่คนทั่วไป จึงเป็นโครงการในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยปฏิเสธที่จะทำโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ตามที่หน่วยงานภาครัฐเสนอ เพราะพวหเขาอยากปลูกจิตสำนึก ปลูกปัญญา มากกว่าเงินรายได้ “ไม่ใช่ใครให้อะไรแล้วเราจะรับทุกเรื่อง บางเรื่องผลที่ได้อาจไม่คุ้มกับผลเสียที่จะเกิดขึ้น” จิตสำนึกที่สะท้อนผ่านแกนนำกลุ่มคนหนึ่ง

สร้างกระบวนการเรียนรู้ มุ่งสู่ “ประชาคมตำบล”

แม้วันนี้กำลังของกลุ่มจะใกล้เคียงพอที่จะต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามได้ แต่วันข้างหน้าไม่มีใครรู้ได้ สงครามแย่งชิงทรัพยากรชายฝั่งยังคงมีอยู่ พวกเขาจึงต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา การสร้าง “จิตสำนึกสาธารณะ” ให้เกิดขึ้นในชุมชนคือปราการที่เข้มแข็งอีกชั้นหนึ่ง การสมัครและได้รับเลือกตั้งเข้าไปอยู่ในองค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนไทรคือวิธีการเบื้องต้น เพื่อขอรับการสนับสนุนทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ อำนาจการจับกุมตามกฎหมาย และการบังคับใช้กฎระเบียบผ่านข้อบังคับของ อบต. เวที่การประชุมประจำเดือนของกลุ่ม และ “เวทีชาวบ้าน” คือเวทีที่ทุกคนในชุมชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เป็นที่มาของ “ประชาคมตำบลบางขุนไทร” เกิดกติกาชุมชนร่วมกันบริจาคเงินสมทบเข้ากองทุนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ครอบครัวละ 10 บาทต่อเดือน จำนวนเงินอาจดูไม่มาก หากนี่คือจิตสำนึกการตอบแทนคืนสู่ทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาได้อาศัยพึ่งพิง

ชื่อชุมชน : กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ต.บางขุนไทร อ.บ้านแหลม
จ.เพชรบุรี
พื้นที่ป่า : พื้นที่ชายฝั่งทะเลประมาณ 27 ตารางกิโลเมตร
ประชากร : 11 หมู่บ้าน 1 ตำบล ประชากร 7,471 คน

ความสำเร็จและยั่งยืนของโครงการ

  • กลุ่มองค์กรท้องถิ่นเข้มแข็ง มีกระบวนการกลุ่ม ระบบการทำงานโครงสร้างชัดเจน เปิดโอกาสให้ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วม และการเข้าไปอยู่ในองค์กรบริหารส่วนตำบลทำให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น
  • ชาวบ้านทุกคนมีความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกัน จึงเห็นคุณค่า ช่วยกันดูปแลรักษา โดยบริจาคเงินสมทบเป็นกองทุนอนุรักษ์ครอบครัวละ 10 บาทต่อเดือน

ผลการเปลี่ยนแปลง

  • สามารถป้องกันรักษาพื้นที่ป่าชายเลน 400 – 500 ไร่ และชายฝั่งทะเลประมาณ 27 ตารางกิโลเมตรไว้ได้ ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะเป็น “แหล่งเพาะพันธุ์หอยแครงตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแหล่งสุดท้ายของประเทศไทย”
  • ชาวบ้านในชุมชนมีงานทำตลอดปี ไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน มีรายได้ประมาณวันละ 200 – 300 บาท
  • เป็นแหล่งศึกษาดูงานของหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

การเกิดประชาสังคม

  • เกิดการรวมตัวของกลุ่มต่างๆ ในท้องถิ่น ทำงานประสานเชื่อมโยงกัน โดยมีเวทีชาวบ้านเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น นำมาซึ่งความสำเร็จในการจัดทำ “ประชาคมตำบลบางขุนไทร”

กลับหน้า ประจำปี 2544