|
รางวัลเกียรติยศ
|
หากจะกล่าวถึงเครือข่ายป่าชุมชนในประเทศไทยคงมีอยู่หลายเครือข่าย
แต่หากจะหาเครือข่ายที่มีทิศทาง และความพยายามจะขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัด
แล้วก็นับว่าไม่มีมากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าจะหาเครือข่ายที่มีระบบโครงสร้างการบริหาร
การจัดการ การส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ สามารถดูแลรักษาป่าได้เข้มแข็งมากขึ้น
มีการทำงานประสานกับภาคีต่างๆ ในจังหวัดได้เป็นอย่างดี ก็น่าจะยิ่งมีน้อยลงไปอีก
แต่เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน คือ หนึ่งในนั้น ปัจจุบันเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่านประกอบด้วยพลังแห่งคนรักป่าเมืองน่านถึง
213 ป่าชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 60 ตำบล ใน 14 อำเภอ และ 1 กิ่งอำเภอ
มีพื้นที่ป่าชุมชนช่วยกันดูแลรักษากว้างใหญ่กว่า 6 แสนไร่
|
เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน
พลังแห่งคนรักป่าเมืองน่าน
ก่อนที่กลุ่มหรือชุมชนรักษาป่าแต่ละตำบล
แต่ละอำเภอ ในจังหวัดน่านจะมารวมตัวกันเป็นเครือข่าย ต่างก็ทำหน้าที่ในการปกป้องผืนป่าของตนเอง
แต่เหตุการณ์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มอนุรักษ์ป่ารุ่นหลังดำเนินรอยตาม
คือ ข่าวใหญ่ในหน้าหนังสิอพิมพ์รายงานเหตุการณ์ที่กลุ่มชาวบ้านที่อำเภอบ้านหลวงหรือที่รู้จักกันในนาม
กลุ่มบ้านหลวงหวงป่า ร่วมกันต่อต้านการตัดไม้ของนายทุน รวมทั้งกลุ่มขุนสมุนเสมียนซึ่งเป็นที่ป่าต้นน้ำสำคัญ
ชาวบ้าน 3 ตำบล ก็ร่วมกันต่อต้านและควบคุมนายทุนที่เข้ามาลักลอบตัดไม้
หรือกรณีชาวบ้านตำบลศิลาแลง ที่เข้าเจรจากับพี่น้องชาวไทยม้ง เมี่ยน
ถิ่น ให้หยุดบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ และได้จัดพื้นที่ทำกินใหม่ โดยกันเขตป่าอนุรักษ์ออกอย่างชัดเจน
จนปัจจุบันตำบลศิลาแลง ได้กลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการจัดการป่าชุมชนที่สำคัญ
พลังคนรักป่า
จากเหนือ สู่ใต้ จากตะวันออก สู่ตะวันตก
ความเคลื่อนไหวในลักษณะข้างต้นปรากฎให้เห็นในอีกหลายพื้นที่ จากเหนือ-สู่ใต้
จากชุมชนทางเหนือในตำบลชายแดน ตำบลนาไร่หลวง ในอำเภอสองแคว สู่ชุมชนทางใต้อย่างตำบลสถาน
ตำบลสันทะ ในอำเภอนาน้อย ตำบลปิงหลวง ตำบลเมืองลีในอำเภอนาหมื่น และ
จากตะวันออก สู่ตะวันตก จากชุมชนด้านตะวันออกในตำบลป่าแลวหลวง ตำบลดู่พงษ์
ในอำเภอสันติสุข ตำบลแม่จริม ตำบลหมอเมือง ในอำเภอจริม สู่ชุมชนด้านตะวันตกในอำเภอบ้านหลวงและอำเภอเมือง
แต่ก็เป็นความเคลื่อนไหวที่ต่างชุมชนต่างทำบนศักยภาพที่ตนเองมี
ในช่วงระหว่างปี
พ.ศ.2526 2533 กลุ่มพระสงฆ์นำโดยพระครูพิทักษ์นันทคุณได้ออกเผยแพร่ธรรมะไปยังพื้นที่ต่างๆ
ในจังหวัด ได้มีโอกาสพบปะกับแกนนำชาวบ้าน พบว่าบุคคลเหล่านี้มีอุดมการณ์เดียวกัน
จึงได้รวมกลุ่มแกนนำเหล่านี้ขึ้น ขณะเดียวกันในช่วงนั้นลูกหลานชาวบ้านในจังหวัดน่านก็ได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นองค์กรเอกชนในนาม
กลุ่มฮักเมืองน่าน โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาชุมชนและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
การทำงานที่มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับแกนนำชุมชนในหลายๆ ที่
นำมาสู่แนวคิดที่จะสนับสนุนให้ผู้นำชาวบ้านเหล่านี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นประจำ
ในปี
พ.ศ.2533 แกนนำชาวบ้านอ พระสงฆ์ และองค์กรเอกชน ได้รวมตัวกันจัดพิธีบวชป่าขึ้นเป็นครั้งแรกที่บ้านกิ่วม่วง
ตำบลดู่พงษ์ อำเภอสันติสุข หลังจากนั้นพิธีบวชป่าก็ได้ขยายออกไปสู่พื้นที่ป่าชุมชนแห่งอื่นๆ
มากกว่า 30 พื้นที่ อาทิ บ้านหาดเค็ด บ้านหลวง บ้านน้ำไคร้ เป็นต้น
ปี
2536 แกนนำทั้ง 3 กลุ่มข้างต้น ได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นกลุ่มในลักษณะเครือข่าย
โดยมีสำนักงาน กลุ่มฮักเมืองน่าน คอยทำหน้าที่ติดต่อประสานงาน สนับสนุน
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้แก่องค์กรชาวบ้าน จากนั้นเป็นต้นมาการทำงานเพื่อขายความสัมพันธ์ในลักษณะเครือข่ายองค์กรชุมชนจึงเริ่มขึ้น
โดยมีชุมชนที่สนใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในครั้งแรก 16 ชุมชน แต่ถึงปัจจุบันมีชุมชนเข้าร่วมในเครือข่ายถึง
213 ชุมชนแล้ว ครอบคลุมพื้นที่ 60 ตำบล ใน 14 อำเภอ และ 1 อำเภอ สามารถผนึกกำลังร่วมกันดูแลพื้นที่ป่าชุมชนกว้างใหญ่กว่า
6 แสนไร่ ทั้งป่าบนพื้นที่สูง ป่าบนพื้นที่ราบ และป่าต๋าว (ลูกชิด)
ครอบคลุมทั้งจังหวัดน่าน เป็นกำแพงที่แน่นหนาปกป้องรักษาผืนป่าไว้ให้ลูกหลานเมืองน่านและคนไทยทุกคน
เป็นระบบ
เป็นพี่ เป็นน้อง : แบบอย่างการทำงานเครือข่าย
ในเชิงโครงสร้างการบริหาร เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน มีคณะกรรมการจำนวน
24 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากทั้ง 14 อำเภอ และ 1 กิ่งอำเภอ มีการประชุมประจำอย่างต่อเนื่องทุก
2 เดือน มีวาระการทำงาน 2 ปี ทั้งนี้การประชุมส่วนใหญ่จะอาศัยวัดอรัญญาวาสเป็นที่ประชุม
โดยงบประมาณที่ใช้สำหรับการจัดการได้จากชุมชนที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งนำมาจากการบริจาคจากกองทุนกลุ่มออมทรัพย์ของแต่ละชุมชน
และเงินช่วยเหลือจากฝ่ายต่างๆ
ในการประชุมแต่ละครั้ง
หมายถึงการที่ชุมชนจะได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และบอกเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่
ซึ่งมักจะได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากชุมชนอื่นๆ ที่มีความพร้อมและมรประสบการณ์ที่มากกว่า
เป็นความเอื้ออาทรเกื้อกูลกันอย่างการทำงานเครือข่ายที่มีปรสิทธิภาพ
ชุมชน ลุ่มน้ำ อำเภอ จังหวัด : กระบวนการจัดการป่า
กิจกรรมการจัดการป่าที่ชุมชนและเครือข่ายป่าชุมชนจังหวดน่านดำเนินการอยู่นั้น
สามารถจำแนกได้เป็น 4 ระดับ ดังนี้
- ระดับที่
1 เป็น ระดับในชุมชน ดูแลป่าเฉพาะหมู่บ้านของตัวเอง เช่น บ้านกิ่วม่วง
บ้านสบยาว บ้านหาดผาขน บ้านสันเจริญ
- ระดับที่
2 เป็น ระดับลุ่มน้ำ หรือตำบล เช่น กลุ่มอนุรักษ์ป่าขุนสมุนเสมียน
ต.ถืมตอง ต.ศิลาแลง ต.น้ำเกี๋ยน
- ระดับที่
3 เป็น ระดับอำเภอ เช่น กลุ่มอนุรักษ์ป่าอำเภอบ้านหลวง กลุ่มอนุรักษ์ป่าอำเภอสันติสุข
- ระดับที่
4 เป็น ระดับจังหวัด ในระดับนี้กรรมการจะทำหน้าที่เสริมสร้างหนุนการทำงานให้กับชุมชนที่ร้องขอความช่วยเหลือ
กิจกรรมในระดับชุมชน
ลุ่มน้ำ และอำเภอ นั้น มีรายละเอียดที่แตกต่างไปตามศักยภาพของแต่ละชุมชน
แต่ในภาพรวมกิจกรรมมักประกอบด้วย การบวชป่า การปลูกป่า การจัดการเวียนตรวจป่า
การทำแนวกันไฟ การประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน การศึกษาดูงาน
และกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ ในระยะหลังนี้เครือข่ายพยายามที่จะสร้างภาคีการทำงานและแสวงหาความร่วมมือกับชนชั้นกลาง
หน่วยงานและองค์กรต่างๆ ให้มากขึ้น ด้วยตระหนักว่า ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายเท่านั้น
จึงจะทำให้ผืนป่าของจังหวัดน่านมีความยั่งยืนตลอดไป
ถึงที่สุดแล้ว
ความสำเร็จของเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน หรืออีกนัยหนึ่ง คือ เครือข่ายของคนรักป่าเมืองน่าน
หรือที่ใหนๆ ก็ตามไม่อาจประเมินได้จากจำนวนพื้นที่ป่าที่ชาวบ้านในชุมชนต่างทุ่มใจปกปักรักษา
ไม่อาจประเมินได้จากกิจกรรมจำนวนมากที่ชาวบ้านได้ลงมือทำ ไม่อาจจะประเมินได้จากกองทุนการดูแลป่าที่มีตัวเลขมากขึ้น
เพราะสิ่งเหล่านี้จะไม่มีความหมายใดๆ เลย หากชนชั้นกลางที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในสังคมนี้
ยังไม่ตระหนักว่าเขาจะต้องมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้
ร่วมกับเครือข่ายป่าชุมชนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
|
ชื่อชุมชน
: เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน
พื้นที่ป่า : ประมาณ 600,000 กว่าไร่
ประชากร : 213 ชุมชน 60 ตำบล 14 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ
ความสำเร็จและความยั่งยืนของโครงการ
- ชุมชนสามารถรวมตัวกันเป็นเครือข่ายระดับจังหวัด
มีระบบการทำงานและการจัดองค์กรเป็นระบบชัดเจน มีกระบวนการจัดการป่าด้วยการแบ่งความรับผิดชอบในแต่ละระดับ
นำพิธีกรรมบวชป่ามาเป็นกุศโลบายหลอมรวมชุมชนเมืองและชุมชนป่าเข้าด้วยกัน
ชุมชนที่อ่อนแอจะได้รับการช่วยเหลือจากชุมชนที่เข้มแข็ง และมีความพร้อมทำให้มีการพัฒนาเข้มแข็งทัดเทียมกัน
- มีการประสานงาน
แสวงหาความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อสร้างภาคีร่วมกันดูแลรักษาผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติ
ผลต่อความเปลี่ยนแปลง
- สามารถสร้างพลังต่อรองของชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียว
- พื้นที่ป่ากว่า
600,000 ไร่ ได้รับการฟื้นฟู มีการช่วยเหลือผ่านโครงสร้างที่เป็นระบบ
- สร้างเวทีเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในมิติใหม่
- เป็นแบบอย่างของการรวมกลุ่มองค์ภาคประชาชน
การเกิดประชาสังคม
- เกิดเครือข่ายชุมชนครอบคลุมผืนป่าทั่วจังหวัดน่านเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์
ความรู้ ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
|
กลับหน้า
ประจำปี 2544
|