ประเภทบุคคล

นายเล็ก กุดวงค์แก้ว
สร้างเครือข่ายการศึกษาเพื่อชีวิต

นายเล็ก กุดวงค์แก้ว เป็นบุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องในฐานะที่ท่านเป็น “ปราชญ์ชาวบ้าน” และเป็นผู้นำตามธรรมชาติของชุมชน ผลงานที่โดดเด่นของนายเล็ก คือ การเผยแพร่ความคิดในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นผสานกับแนวคิดทางพุทธศาสนา แนวความคิดของนายเล็กสามารถนำไปปฏิบัติและก่อให้เกิดผล อีกทั้งยังสัมพันธ์กับวิถีเศรษฐกิจของชาวบ้าน บนพื้นฐานของการใช้ชีวิตอย่างพออยู่ พอกิน

ปัจจุบันนายเล็ก สามารถสร้างเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อการ “พึ่งพาตนเอง พึ่งพาธรรมชาติด้วยความเคารพ” ในกว่า 300 หมู่บ้าน 94 อำเภอ ในจังหวัด 3 จังหวัด และเป็นคณะกรรมการและวิทยากรให้หลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ หน่วยงานเอกชนและองค์กรชาวบ้านหลายแห่งทั่วประเทศ

นายเล็ก กุดวงศ์แก้ว นับเป็นปราชญ์ชาวบ้านอีสานอีกท่านหนึ่ง ที่ได้เผยแพร่แนวความคิดด้านเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรยั่งยืน เศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจวัฒนธรรม โดยมีรูปธรรมการปฏิบัติอย่างชัดเจน แนวทางการปฏิบัติดังกล่าวเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ ที่ไม่แยกการศึกษาจากชีวิต เป็นการศึกษาเพื่อการอยู่ร่วมกับธรรมชาติศึกษา ให้รู้จักการอยู่ร่วมกันด้วยความเกื้อกูล ศึกษาเพื่อสร้างเศรษฐกิจพอเพียง ศึกษาเพื่อลดการเห็นแก่ตัว และเห็นแก่ผู้อื่นมากขึ้น

เครือข่ายกลุ่มอินแปงที่นายเล็กเป็นประธานเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ประกอบด้วยชุมชน 7 อำเภอรอบเทือกเขาภูพาน เป็นตัวอย่างของชีวิตที่งดงาม เป็นชีวิตที่ถนอมรักธรรมาชาติ ถนอมรักคน ถนอมรักการอยู่ร่วมกัน ถนอมรักวัฒนธรรม และมีจิตใจที่เกื้อกูลกัน

อยู่อย่างไท พึ่งพาตนเอง พึ่งพาธรรมชาติด้วยเคารพ

ชีวิตของนายเล็กในระยะต้นไม่แตกต่างจากชาวบ้านบ้านบัว หรือหมู่บ้านใกล้เคียงที่ตั้งอยู่เชิงเทือกเขาภพาน ขณะนั้นป่าลดความอุดมสมบูรณ์ไปมากจากการที่ชาวบ้านถางป่าเพื่ปลูกบ่อตั้งแต่ พ.ศ. 2507 และเพื่อปลูกมันสำปะหลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 นายเล็กเองก็ปลูกปอตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 และเพื่อปลูกมันสำปะหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 นายเล็กเองก็ปลูกปอเพื่อขายอยู่ 3 ปี จากนั้นเปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลังอีก 3 ปี ในระหว่างนั้นก็เกิดตั้งคำถามว่า ทำไมยิ่งปลูกพืชเศรษฐกิจ ยิ่งจน ยิ่งเป็นหนี้สิน คำตอบที่นายเล็กได้รับมาจากการพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านที่ให้ความคิดเรื่อง “เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน” หรือการใช้ชีวิตคแบบพออยู่ พอ กิน เหมือนในอดีต

ในปี พ.ศ. 2530 จึงหันมาศึกษาป่าธรรมชาติบทเทือกเขาภูพานใกล้บ้านบัว บ้านเกิดและบ้านที่อยู่ในปัจจุบัน โดยมีผู้เฒ่าผู้แก่เป็นผู้ให้ความรู้ จากนั้นจึงจัดระบบชีวิตของตนเองและครอบครัวเสียใหม่ โดยใช้แนวคิด “ยกป่าภูพานมาไว้ที่บ้าน” และความคิด “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” นำพืชพื้นบ้านประมาณ 200 ชนิดมาปลูกในดินของตนเองประมาณ 5 ไร่ ไม่ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ถือเป็นการ “สร้างป่าใหม่ให้ชีวิต” และได้ขุดสระน้ำ 2 บ่อ เพื่อเป็น “แม่น้ำสายใหม่ให้ครอบครัว” เมื่อทดลองได้ผลจึงขยายพื้นที่เป็น 23 ไร่เพื่อให้พอเลี้ยงครอบครัว ซึ่งมีสมาชิก 14 คน ในพื้นที่ปลูกทั้งไม้ผล ไม้ใช้สอย ไม้ยืนต้นหลายชนิด และเลี้ยงทั้งวัว ควาย ไก่พื้นบ้าน ในที่สุดก็สามารถปลดหนี้สินลูกหลานไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน

“พ่อฝึกให้ลูกๆ ทุกคนเป็นคนประหยัด ให้ขจัดวัตถุนิยม ให้ชื่นชมความเป็นไท ไม่ใฝ่ใจในการเป็นทาส ให้สามารถพึ่งพาตนเอง พึ่งพาธรรมชาติด้วยความเคารพเพื่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม”

ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาเพื่อชีวิต

ในช่วงปีพ.ศ. 2530 – 2532 ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่นวิทยาลัยครูสกลนคร (ปัจจุบัน คือ สถาบันราชภัฏสกลนคร) ร่วมกับสถาบันพัฒนาชนบทอีสาน ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยกลุ่มชนชาติพันธุ์เผ่ากะเลิงบ้านบัว ตำบลกุดบาก โดยส่งนายธวัชชัย กุณวงษ์ บัณฑิตอาสาสมัครเข้ามาศึกษาอยู่ในชุมชนเป็นเวลา 2 ปี นายธวัชชัยได้ตระหนักถึงภูมิปัญญาในหมู่ผู้นำชาวบ้านหลายคน เช่น พ่อเล็ก กุดวงค์แก้ว, พ่อเสริม อุดมนา, นายประหยัด โททุมพล, นายคา กุดวงค์แก้ว จากการตั้งกลุ่มพูดคุยวิเคราะห์ปัญหาในวง “โส” หรือสนทนากันอย่างเป็นทางการ ก่อให้เกิดแนวความคิดร่วมกันในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองและชุมชน จึงได้รวมกลุ่มกันในปี พ.ศ.2532 โดยตั้งชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มกองทุนพันธุ์ไม้พื้นบ้าน” ซึ่งในช่วงแรกได้ร่วมกันไปศึกษาดูงานการเพาะพันธุ์หวายที่อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร จำนวน 30 คน ส่วนใหญ่เป็นคนบ้านบัว หลังจากกลับมาจากการศึกษาดูงานแล้ว นายเล็กเป็น 1 ใน 13 คนจากกลุ่มที่เริ่มทำการเพาะขยายพันธุ์หวายพื้นบ้านเอง โดยได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิหมู่บ้านจำนวน 2,500 บาท ทางกลุ่มได้นำไปซื้อถุงดำเพื่อใช้เพาะกล้าไม้พื้นบ้านมาแจกจ่ายให้กับสมาชิกกลุ่ม โดยสมาชิกกลุ่มจะเพาะขยายพันธุ์ไม้พื้นบ้านแล้วส่งให้กองทุนกลางร้อยละ 10 จากการดำเนินงานมา 3 ปี ก่อให้เกิดกองทุนกลางเพิ่มขึ้นเป็น 35,000 บาท

ในปี พ.ศ. 2534 เปลี่ยนชื่อจาก “กลุ่มกองทุนพันธุ์ไม้พื้นบ้าน” เป็น “กลุ่มอินแปง” ซึ่งพ่อบัวศรี ศรีสูง ปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดมหาสารคามเป็นผู้ตั้งให้ เนื่องจากเห็นว่าที่บ้านบัวมีพืชพันธุ์ธัญญาหาร ผลหมากรากไม้และน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ หากแปลตามหลักพุทธศาสนา คำว่า “อิน” แปลว่า ผู้ใหญ่ คำว่า “แปง” แปลว่า สร้าง

“เราเป็นผู้ใหญ่ก็ควรสร้างสิ่งต่างๆ ไว้เพื่อลูกหลานทั้งเรื่องการพึ่งตนเอง การสร้างแนวคิด การกระทำ เพื่อให้ชีวิตมีความสุข ถ้าแปลตามภาษาท้องถิ่นก็คือ พระอินทร์ หรือ เทวดาเป็นผู้สร้างสิ่งต่างๆ ไว้ให้กับพวกเราได้อยู่ได้กิน”

ปี พ.ศ.2535 กลุ่มกองทุนพันธุ์ไม้พื้นบ้านได้นำกองทุนไปซื้อที่ดินเพื่อเป็นสถานที่ในการติคต่อ
ประสานงาน แลกเปลี่ยนภูมิปัญญา ศึกษาทดลองทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาชุมชนและหมู่บ้านของตนจำนวน 5 ไร่ 1 งาน และได้ทำโครงการเลี้ยงหมูพื้นบ้านเพื่อสร้างรายได้เสริมให้สมาชิกของกลุ่ม

ต่อมาในปี พ.ศ.2535-2536 กลุ่มอินแปงได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์หลัก ในการพัฒนาชนบทอย่างยั่งยืนในพื้นที่รอบป่าเทือกภูพาน และได้มีคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในชุมชนเข้ามาทำหน้าที่ประสานงานให้กับกลุ่มอินแปง และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในท้องถิ่นมากขึ้น โดยเริ่มประสานงานกับสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ศูนย์ศึกษาและพัฒนาวนศาสตร์ชุมชนที่ 3, สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรสกลนคร และได้ประสานความร่วมมือกันเป็นเครือข่ายเกษตรกรรมนิเวศภูพาน โดยมีชุมชนเข้าร่วมเครือข่าย 22 คน จำนวน 289 คน โดยการส่งเสริมการเกษตรแบบยั่งยืน การศึกษาและวิจัยการขยายพันธุ์ไม้พื้นบ้านที่มีอยู่รอบเทือกเขาภูพาน และการแปรรูปพืชผักผลไม้พื้นบ้าน

ปลายปี พ.ศ. 2539 เครือข่ายอินแปงได้รับการจัดการจัดสรรกองทุนจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ “โครงการอนุรักษ์ป่าภูพานด้วยเครือข่ายเกษตรกรรมนิเวศ” จำนวน 500,000 บาท

ปี พ.ศ. 2541 ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม (UNDP) ให้ทุนส่งเสริมพลังงานและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในระบบเกษตรกรรมนิเวศ จำนวน 309,000 บาท

ปลายปี พ.ศ. 2542 ได้ทำการขยายเครือข่าย โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมวิเทศสหการและ UNDP ภายใต้ “โครงการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน” ในพื้นที่ 12 ตำบล 10 อำเภอ ในจังหวัดสกลนคร

ปี พ.ศ. 2543 ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนทางสังคม (SIF-MENU 5) หรือโครงการจัดสวัสดิการชุมชนเร่งด่วยเพื่อผู้ยากลำบาก จำนวน 15 ล้านบาท โดยแยกบริหารตามเครือข่าย

ปัจจุบันเครือข่ายอินแปงมีการขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นทุกปี ในช่วงปี พ.ศ. 2542 มีสมาชิกในเครือข่ายในพื้นที่รอบป่าเทือกเขาภูพาน 3 จังหวัด คือ สกลนคร กาฬสินธุ์ และอุดรธานี ซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร 5 อำเภอ คือ อำเภอกุดบาก อำเภอภูพาน อำเภอนิคมน้ำอูน อำเภอพรรณนิคมและอำเภอวาริชภูมิ ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ 1 อำเภอ คือ อำเภอคำม่วง และพื้นที่จังหวัดอุดรธานี 1 อำเภอ คือ อำเภอวังสามหมอ จำนวนสมาชิกในครอบครัว 600 ครอบครัว และยังมีการขยายเครือข่ายต่อไปเรื่อยๆ

สร้างกระบวนการเรียนรู้ สู่การปฏิบัติ

นาเล็ก ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ สู่การปฏิบัติจริง โดยใช้วิธีการรวมกลุ่ม เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้ ปลูกจิตสำนึก พร้อมขยายเครือข่ายการเรียนรู้ ดังคำกล่าวของนายเล็กที่ว่า “อยากได้ช้างป่า ก็เอาช้างไปต่อ ถ้าอยากได้คนชนิดเดียวกัน ก็ต้องเอาคนไปต่อ คนแบบเดียวกับเรามีอยู่ด้วยกันทุกชุมชน เพียงแต่เราต้องไปค้นหาเขาทั้งนั้น”

ปัจจุบันกลุ่มอินแปงอยู่ในสมาชิกเครือข่ายภูมิปัญญาไท ซึ่งถือเป็นเครือข่ายระดับชาติ มีสมาชิกเป็นเครือข่ายองค์กรชุมชนระดับอำเภอและจังหวัดอยู่ทุกภาคของประเทศ มีการเดินทางไปศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนความรู้ และในปี พ.ศ. 2541 เครือข่ายภูมิปัญญาไทได้ร่วมกันพัฒนา “แผนแม่แบบชุมชน” ขึ้นมาจากประสบการณ์ของชุมชนเพื่อเป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนาชุมชน โดยแบ่งเป็น 7 ประเด็น คือ การเกษตร สิ่งแวดล้อม สุขภาพชุมชน อุตสาหกรรม ธุรกิจชุมชน กองทุนและสวัสดิการชุมชนและการเรียนรู้

บทบาทหลักของนายเล็ก กุดวงค์แก้ว ในขณะนี้ คือ การขยายแนวความคิดและสร้างเครือข่าย ส่วนงานภายในกลุ่มอินแปงสามารถดำเนินงานละกำหนดแนวความคิดของตนเอง รวมทั้งกลุ่มเยาวชน “เด็กกะเลิงรักป่า” ที่มีกิจกรรมหลักเพื่อให้เยาวชนได้สืบทอดแนวคิด วิถีชีวิต วัฒนธรรมของชุมชน

นายเล็ก กุดวงค์แก้ว นับเป็นบุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องในฐานะที่ท่านเป็น “ปราชญ์ชาวบ้าน” และเป็นผู้นำตามธรรมชาติของชุมชน ผงงานที่โดดเด่นของนายเล็กคือการเผยแพร่ความคิดในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นผสานกับแนวคิดทางพุทธศาสนา แนวความคิดของนายเล็กสามารถนำไปปฏิบัติและก่อให้เกิดผล อีกทั้งยังสัมพันธ์กับวิถีเศรษฐกิจของชาวบ้าน บนพื้นฐานของการใช้ชีวิตอย่างพออยู่ พอกิน คำดังกล่าวของผู้เฒ่าผู้แก่ชาวกะเลิงที่ว่า

“ภูพานคือชีวิต วงลมิตรคือพลัง พึ่งตนเองคือความหวัง ธรรมชาติยังเพื่อชีวิตและชุมชน”

ชื่อ-นามสกุล : นายเล็ก กุดวงค์แก้ว
อายุ : 55 ปี
สถานภาพ : สมรส มีบุตร 8 คน
การศึกษา :
ประถมศึกษาปีที่ 4
บวชเป็นสามเณรอยู่ 8 ปี

ตำแหน่งหน้าที่ :

  • ประธานกลุ่มอินแปง อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร
  • คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
  • คณะกรรมกองทุนเพื่อสังคม (ส่วนกลาง)
  • คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันราชภัฏสกลนคร
  • วิทยากรหลายหน่วยงาน เช่น กรมส่งเสริมคัณภาพสิ่งแวดล้อม
    กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    กระทรวงมหาดไทย และเป็นวิทยากรให้หน่วยงานเอกชนและองค์กรชาวบ้านหลายแห่งทั่งประเทศ

ผลงาน :

  • พ.ศ. 2530 – ปัจจุบัน เป็นหนึ่งในผู้นำก่อตั้งกลุ่มอินแปง ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายประมาณ 600 ครอบครัว 5 อำเภอ ใน 3 จังหวัด
  • พ.ศ. 2542 ขยายเครือข่ายสู่พื้นที่ 12 ตำบล 10 อำเภอ ในจังหวัดสกลนคร
  • พ.ศ. 2543 ร่วมกำหนดแผนแม่บทชุมชน ร่วมกับเครือข่ายภูมิปัญญาไทเสนอโครงการจัดสวัสดิการชุมชนเร่งด่วนเพื่อผู้ยากลำบากของเครือข่าย ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 15 ล้านบาท จากองทุนทางสังคม (SIF – MENU 5)

ระยะเวลาดำเนินงาน : พ.ศ. 2530 – ปัจจุบัน
เกียรติประวัติ :

  • พ.ศ. 2537 รางวัลเกษตรกรดีเด่น ประเภทผู้นำชุมชน จากหน่วยงานการปฏิรูปที่ดิน จังหวัดสกลนคร
  • พ.ศ. 2542 ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตรืบัณฑิต สถาบันราชภัฏสกลนคร
  • พ.ศ. 2542 รางวัลครูภูมิปัญญา
  • พ.ศ. 2543 รางวัลครอบครัวที่พัฒนาเป็นประชาธิปไตย จากสำนักงานอนุรักษ์อธิปไตย

กลับหน้า ประจำปี 2543